พระสุตตันตปิฎกไทย: 32/367/393
สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑
ประมาณเท่าใด สิ่งนั้น (แม้) เป็นทรัพย์ที่ท่านสละได้ยาก ถ้าท่าน
ต้องการสิ่งเหล่านี้ เราก็จักให้ไม่หวั่นไหวเทียว.
ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้ว การบันลือมากนั้นผิด ข้าพระองค์
จักทราบด้วยเกล้าว่าวันนี้ พระองค์ทรงดำรงอยู่ในธรรมทั้งปวง พระองค์
จงทรงบีบคั้นหนักนัก เมื่อข้าพระองค์ให้ (ขอ).
ท่านจะต้องการด้วยการพูดไปทำไป ท่านปรารถนาสิ่งใดจงบอกแก่เรา.
ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ ข้าพระองค์ปรารถนาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐยิ่ง
ข้าพระองค์จักนิมนต์พระสัมพุทธเจ้าให้เสวย ชีวิตของข้าพระองค์อย่าเป็น
โทษ.
เราจะให้พรอย่างอื่นแก่ท่าน ท่านอย่าขอพระตถาคตเลย ใครไม่พึงให้
พระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนแก้วมณีรัศมีรุ่งเรือง.
ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้วมิใช่หรือว่าตลอดถึงชีวิตอันมีอยู่ เมื่อ
พระองค์ประทานชีวิตได้ ก็ควรพระราชทานพระตถาคตได้.
พระมหาวีรเจ้าควรงดไว้ เพราะใครๆ ไม่พึงให้พระชินเจ้า พระพุทธเจ้ารับ
ให้ไม่ได้ ท่านจงรับเอาทรัพย์จนนับไม่ถ้วนเถิด.
เราจะต้องถึงการวินิจฉัย จักถามผู้วินิจฉัยทั้งหลาย ผู้วินิจฉัยจักตัดสิน
ละเอียด ฉันใด เราสอบถามข้อนั้น ฉันนั้น.
เราได้จับที่พระหัตถ์ของพระราชา พากันไปสู่ศาลพิพากษา เราได้กล่าว
คำนี้ตรงหน้าของตุลาการและผู้พิพากษาทั้งหลายว่า ขอตุลาการและผู้
พิพากษาจงฟังเรา พระราชาได้พระราชทานพรแก่เราว่า เราไม่ยกเว้น
อะไรๆ แม้ชีวิตก็ปวารณาให้ได้ เมื่อเราขอพระราชทานพร เราจึงขอ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระพุทธเจ้าเป็นอันพระราชทานแก่เราด้วยดี
ท่านทั้งหลายจงตัดความสงสัยของเรา เราทั้งหลายจะเชื่อฟังคำท่านผู้เป็น
พระราชารักษาแผ่นดิน เราทั้งหลายฟังคำของทั้งสองฝ่ายแล้ว จักตัด
ความสงสัยในข้อนี้.
ขอเดชะ พระองค์พระราชทานสิ่งทั้งปวง ท่านผู้นี้เป็นอันถือเอาสิ่ง
ทั้งปวงหรือ พระเจ้าข้า.